| |
| ชีวประวัติ "ท่านจันทร์" |
ท่านจันทร์ หรือ ชื่อเต็มว่า สมณะเพาะพุทธ ฉายา จนฺทเสฏฺโฐ
เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2507 ณ บ้านเลขที่ 54 หมู่ 5 ตำบลรำมะสัก
อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โดยเป็นเด็กบ้านนอกคอกนา คนหนึ่งที่ช่วยทางบ้าน
เลี้ยงควาย บิดา มีอาชีพทางการเกษตร และค้าขายบ้างเล็กน้อย มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน
โดยท่านฯ เป็นคนที่ 6 ครอบครัวนั้นก็มีความอบอุ่นพอสมควร ใช้ชีวิตที่ติดดินมาตั้งแต่
เล็กแต่น้อย มักจะไปโรงเรียนด้วยการเดินบ้าง ขี่จักรยานบ้าง โดยเริ่มเรียนชั้นประถม
ที่โรงเรียนใกล้บ้าน คือโรงเรียนวัดโพธิ์เอน แล้วขยับไปที่โรงเรียนประจำอำเภอ คือ
โรงเรียนวัดศรีลขันธาราม อำเภอ.โพธิ์ทอง จากนั้นก็ไปเรียนในระดับมัธยมที่โรงเรียน
ริ้วหว้าวิทยาคม และไปต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด คือโรงเรียนอ่างทองปัทมโรจน์
วิทยาคม จนจบชั้น ม.ศ.3 (รุ่น สุดท้าย) จึงเทียบเท่าชั้น ม.4 ระหว่างที่เรียนนั้นก็ได้มีโอกาสเจอหนังสือธรรมะ
จึงมีความสนใจ และชอบอ่านหนังสืออย่างมากไม่ว่าจะเป็นหนังสือประเภทธรรมะปรัชญา และประเภทต่างๆ ที่มีประโยชน์
ในที่สุดก็เกิดความฝักใฝ่ในทางศาสนา ถึงขนาดว่าได้จัดพิมพ์หนังสือออกเผยแพร่ให้กับเพื่อนๆที่เรียนระดับมัธยมฯด้วยกัน
ชื่อวารสาร "แสงธรรม" โดยขายเล่มละ 1 บาท ซึ่งก็ได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง ต่อมาจึงเกิดความคิดขึ้นว่าเราทำหนังสือ
ธรรมะเพื่อบอกหรือสอนผู้อื่น แต่ตัวเราไม่มีธรรมะอันใดที่เป็นแก่นสารเลย จึงรู้สึกละอายแก่ใจตนเอง จากนั้นจึงเริ่มหันมา
เริ่มต้นถือศีล 5 อย่างเป็นจริง เป็นจัง จากศีลนั้นก็มาถือศีล 8 ในขณะที่เป็นเด็กวัดอยู่ในเขตจังหวัดอ่างทอง จนกระทั่ง
มีโอกาสอ่านหนังสือของสันติอโศก เกิดแรงบันดาลใจในการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และรับประทานเพียงวันละมื้อเดียว
ตั้งแต่ยังเป็นฆราวาสเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ ชั้น ม.ศ. 3 ซึ่งช่วงนั้นก็เริ่มไปมาหาสู่กับสำนักสันติอโศก จนเมื่อจบการศึกษาแล้ว
ก็ทดลองไปใช้ชีวิตอยู่ที่สันติอโศก จนมีความเห็นว่า ชีวิตที่มีความเป็นอยู่อย่างนี้ น่าจะดีกว่าการไปเรียนต่อเพื่อเอาความ
สำเร็จทางโลก จึงตัดสินใจมาอยู่ในแวดวงของสันติอโศก นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2524 จวบจนถึงปัจจุบัน โดยได้
บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปีพ.ศ. 2525 พร้อมกับได้ศึกษาทางธรรมจนจบนักธรรมชั้นโท และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ
ปี พ.ศ. 2528 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
บทสัมภาษณ์ ท่านจันทร์ จาก นสพ. คมชัดลึก 6 กรกฎาคม 2548
|
| |
| คติประจำใจในการดำเนินชีวิต |
ท่านมีคติประจำใจอยู่หลายคติด้วยกัน สำหรับคติแรกที่ยึดถือก็มาจากในพระไตรปิฎก ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
"อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ
ปาปา จิตฺตํ นิวารเย
ทนฺธํ หิ กรโต ปุญญํ
ปาปสฺมึ รมตี มโน ฯ"
บุคคลพึงรีบทำความดี พึงห้ามจิตจากบาป เพราะเมื่อทำบุญช้าไป
ใจย่อมยินดีในบาป. ซึ่งเป็นคำในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 และชอบพุทธภาษิตอีกตอน
หนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ตายเสียในการต่อสู้ ดีกว่าอยู่อย่างผู้แพ้"
ต่อไปก็เป็นคติในการครองชีวิตของท่านเอง ซึ่งถือคติว่า "กินง่ายๆ อยู่เงียบๆ นอนงีบๆ ทำงานง่วน ๆ"
ส่วนคติในการฝึกฝนจิตใจ ท่านถือว่า "ไม่ทุกข์ไม่เครียด ไม่เกลียดไม่โกรธ ไม่โทษใคร"
ในการทำงานเพื่อสังคมนี้ หากว่าบางครั้งเกิดมีภาวะความตึงเครียดเกิดขึ้น ท่านก็จะกลับมาดูใจของตนเองก่อน
เพราะว่าถ้าใจเราไม่สงบ มันก็จะทำให้เราทำงานไม่ได้ดี ถ้าเราทำงานเพื่อสังคม เราก็ต้องทำงานให้ดี ทำดีด้วยใจ ไม่เช่นนั้น
แล้ว งานที่ออกไปก็จะไม่ดี ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก และอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าเราจะเป็นพัดลมที่เป่าให้คนอื่นเย็น
แต่ตัวเองร้อน มันก็ได้แค่เป็นเพียงพัดลม หรือว่าเราเป็นระฆัง ที่เป็นสัญญาณบอกให้ผู้อื่นไปฟังเทศน์ แต่ตนเองก็ไม่ได้มี
โอกาสไปฟังเทศน์ ก็เป็นได้เพียงระฆัง ซึ่งท่านคิดว่า การที่เราได้มาบวชในพระพุทธศาสนานั้น แล้วมีโอกาสทำประโยชน์
เพื่อผู้อื่น แต่ก็ไม่ควรจะละเลยประโยชน์อันตนพึงมีพึงได้ด้วย มิใช่ว่าเป็นทัพพีอยู่ในหม้อแกง แต่ก็ไม่ได้รับรู้รสแกง ไม่เช่นนั้น
จะกลายเป็นว่าเราเอง มิใช่ว่าใกล้เกลือกินด่าง แต่อยู่กับเกลือ และเหยียบเกลือจนตีนด่าง สรุปก็คือ จะต้องรักษาคุณค่า
ของใจไว้อย่างสูงสุด อะไรก็ตามที่ทำให้จิตใจของเราเป็นทุกข์ เราจะต้องพยายามตามดู ตามรู้ ตามอ่าน อารมณ์ในจิตใจ
ของเรา และก็พยายามทำให้ใจของเราสงบเย็นให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ โดยอาศัยวิธีการู้ ู้ ไม่ว่าจะในเชิงสมถะหรือ
วิปัสสนาก็ตาม ก็ต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ มันก็ไม่มีเสน่ห์ในทางธรรม เวลาที่เราจะบอกกล่าวสั่งสอนใคร มันก็กลายเป็นว่า
เราได้แต่พูด แต่ทำไม่ได้ ส่วนจุดมุ่งหมายสูงสุดในชีวิตของท่านนั้นมีเพียงสิ่งเดียวก็คือ พระนิพพาน โดยไม่ว่าท่านจะทำงาน
หรือภารกิจใดๆอะไรก็ตาม ก็จะพยายามเตะลูกบอลเข้าประตู คือเป็นไปเพื่อมุ่งสู่พระนิพพานทั้งสิ้น เช่น การเดินทางไปเทศน์
ที่ จ.กาญจนบุรีในครั้งนี้ ก็ขอให้เป็นปัจจัยเพื่อไปสู่พระนิพพาน และถือว่า พระนิพพานนั้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องสั่งสมเหตุปัจจัย
เพิ่มพลังไฟยิ่งขึ้นทุกวันๆ ไม่ใช่เป็นเหมือนอย่างฮิตาชิ ที่เปิดปุ๊บ ติดปั๊บ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เขาโฆษณากัน ถึงแม้ว่าท่าน
จะทำงานเพื่อสังคม และมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะในเมืองไทยหรือในต่างประเทศ แต่ก็มิได้พอใจ
กับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่พอใจกับภาวะจิตที่สงบ ภาวะจิตที่ไม่ทุกข์ไม่เครียด ไม่เกลียดไม่โกรธ ไม่โทษใครเสียมากกว่า
ถ้าให้มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมยิ่งกว่าเบิร์ดธงไชย แต่จิตใจกลับเป็นทุกข์ ต้องมีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกัน ก็คงไม่เอาเป็นแน่ โดยคิดว่า
แบบพระพุทธเจ้านั้นดีที่สุดแล้ว ถูกด่า ถูกว่า ถูกตำหนิติเตียนบ้าง แต่ก็มุ่งไปสู่การทำประโยชน์เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
ปฏิบัติธรรมเพื่อลดกิเลส เอาชนะจิตใจของตนเอง ซึ่งคิดว่าไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าอย่างนี้อีกแล้วในความคิดของท่าน
|
| |
| ความคิดเห็นต่อปัญหาสำคัญที่สุดในสังคม |
|
ท่านกล่าวว่า ทุกวันนี้เราคิดกันแบบแยกส่วน โดยคิดกันว่าปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด ผู้คนมีความขัดสน ซึ่งในทัศนะส่วนตัวแล้ว กลับมองว่านั่นเป็นปัญหารอง เพราะจากการที่ได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศลาว พม่า และกัมพูชา ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ประชาชนในประเทศมีฐานะที่ยากจนกว่าในประชาชนในประเทศไทยเรามากนัก แต่ปรากฏว่าเขามีความอยู่เย็น เป็นสุขมากกว่าเรา จึงมองว่าปัญหาสังคมนั่นเองที่เป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากว่าสังคมไทยของเรา เป็นสังคมที่ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานของธรรมะอย่างแท้จริง เป็นสังคมที่พยายามวิ่งตามค่านิยมบริโภคจากทางตะวันตก โดยละเลยศีลธรรมที่ดีที่เรามีอยู่ ส่วนหนึ่งที่สังคมเป็นเช่นทุกวันนี้ ท่านมองว่าเป็นเพราะพระสงฆ์ด้วย ซึ่งมีจำนวนมากมายหลายแสนรูปที่มีอยู่ในเมืองไทยเรา ที่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้มาบวชเพราะความศรัทธาในพุทธธรรมอย่างแท้จริง แต่มาบวชเพื่ออาศัยเป็นบันไดไปสู่ทางโลก จึงรู้สึกว่าพระสงฆ์ไม่สามารถทำตนให้เป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณให้แก่ ญาติโยมได้อย่างที่ควรจะเป็น ส่วนใหญ่จะทำตนเป็นผู้ตามเสียมากกว่า และก็ต้องการที่จะไปสู่ฐานะอย่างที่ญาติโยมคฤหัสถ์ทั้งหลายเป็นกันอยู่ พระสงฆ์ในเมืองไทยจึงไม่สามารถชี้นำการแก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างเท่าที่ควร ต่างจากศาสนาอิสลาม ซึ่งมีส่วนในการชี้นำสังคม หรือศาสนาคริสต์ที่มีบทบาทในการถ่วงดุลกระแสอำนาจทางการเมือง การปกครองของผู้นำ สังคมไทยในทุกวันนี้จึงดูเหมือนกับไม่มีศาสนา ซึ่งว่าตามจริงแล้ว ประเทศไทยควรนำเอาศาสนาพุทธมาเป็นหลักในการครองชีพ แต่ปรากฏว่าชาวไทยเรานั้น เป็นชาวพุทธที่แท้จริงน้อยมาก
ส่วนปัญหาหลักสำคัญที่กำลังเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ปัญหาศีลธรรม จริยธรรมที่ขาดแคลนลง ส่วนปัญหาอื่นๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กและเยาวชนติดยาเสพติด ปัญหาเด็กยกพวกตีกัน ปัญหาวัยรุ่นหนุ่มสาวมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนวัยอันควร ปัญหาการเที่ยวเตร่ ปัญหาการติดอบายมุข ฯลฯ ก็ล้วนแต่สืบเนื่องมาจากปัญหาหลัก คือการเสื่อมศีลธรรมทั้งสิ้น อันเป็นผลมาจากการที่เราปล่อยปละละเลย ไม่ได้ให้พุทธศาสนาเป็นหลักชี้นำ อีกประการหนึ่งก็คือ พระสงฆ์ไม่ค่อยได้ศึกษาพระไตรปิฎก แต่ไปมุ่งศึกษาวิชาการสาขาอื่น แต่ที่กล่าวมานั้น มิได้หมายความว่า พระที่ไม่ดีจะไม่มีเอาเสียเลย หากแต่มีไม่มากพอที่จะเป็นแรงถ่วงของสังคมเพื่อไปสู่ทิศทางที่ดีงามได้ โดยสรุปคือ ถ้าพระหรือผู้นำทางจิตวิญญาณในสังคมไทยเรา เลิกที่ทะเยอทะยานในความมั่งคั่งร่ำรวย ในอำนาจ ในยศฐาบรรดาศักดิ์ แล้วหันมาสนใจการทำหน้าที่กล่อมเกลาในทางจิตวิญญาณให้แก่ญาติโยมฆราวาสทั่วไป สังคมไทยเราจะดีกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างมากทีเดียว
|
| |
| จากปัญหาของสังคมที่เพิ่มขึ้น สู่ความสนใจธรรมะ |
|
ท่านมองว่า ปัญหาเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างโอกาสของการหาทางออกของปัญหา คนก็เลยพยายามเข้าหาธรรมะ จากการที่ตนเองประสบปัญหา ถ้าไม่เกิดปัญหาขึ้น ผู้คนก็คงไม่คิดจะแสวงหาทางออก จึงมองว่าปัญหานั้น เป็นแนวทางที่สร้างสรรค์อยู่พอสมควร ที่ทำให้คนเราแสวงหาทางออก ธรรมะในทุกวันนี้จึงดูมีเสน่ห์มากขึ้น เพราะว่าคนเรามีปัญหามากขึ้น ถ้าหากว่าผู้คนที่เข้าหาธรรมะ แล้วไม่ได้รับผลข้างเคียง เช่น ไม่ถูกเรี่ยไรมากจนเกินไป หรือถูกล่อลวงไปในทางที่ผิดๆ ซึ่งอาจทำให้หลายคนไปแสวงหาทางออกทางอื่นเสีย เช่น หันไปนับถือศาสนาที่เป็นเทวนิยม อย่างศาสนาคริสต์ เพราะมีสิ่งล่อใจที่ดึงดูด โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยรุ่นที่หันไปนับถือ ด้วยเห็นว่าเป็นสิ่งโก้หรู เป็นต้น ซึ่งท่านมองว่า นี่เป็นสิ่งที่ท้าทายในการทำงานเผยแผ่ศาสนาของพระสงฆ์อยู่พอสมควร
|
| |
| แนวคิดบุญนิยม |
|
ท่านกล่าวว่า จริงๆ แล้ว แนวคิดบุญนิยมก็คือ แนวคิดในการเสียสละ ไม่เอารัดเอาเปรียบ เป็นแนวคิดที่มองว่า การให้นั้นคือกำไร ส่วนการมุ่งกอบโกยนั้น ถือเป็นการขาดทุน อันเป็นแนวคิดบุญนิยมของสำนักสันติอโศก ซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นแนวคิดของพระพุทธเจ้า เพียงแต่ว่าเป็นการพยายามนำมาใช้ให้สอดคล้องกับคำว่าทุนนิยม แต่มีความหมายไปในทางตรงกันข้าม โดย ทุนนิยมหรือบริโภคนิยม ซึ่งมุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุด ขณะที่บุญนิยม มุ่งแสวงหาการเสียสละสูงสุด
สำหรับแนวคิดดังกล่าวนี้ ท่านเองก็ได้นำมาใช้เท่าที่พอจะเป็นไปได้ในแวดวงสื่อมวลชนที่ทำอยู่ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนมากมายเท่าใดนักในรูปแบบของการปฏิบัติ เพราะยังไม่สามารถทำให้คนโดยทั่วไปได้รู้ถึงกระบวนการคิด กระบวนการปฏิบัติในเชิงบุญนิยมได้อย่างชัดเจนและลงตัว เพียงแต่พยายามนำแบบอย่างของคนที่มีชีวิตในแนวบุญนิยมมานำเสนอบ้าง แต่ยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย อาจจะเป็นเพราะว่าสังคมเรายังไม่มีความพร้อมในการรับรู้เรื่องราวเหล่านี้เท่าใดนัก เพราะผู้คนยังมองเห็นว่าชีวิตแบบทุนนิยมเป็นคำตอบสูงสุด อีกประการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศหรือใครๆ ก็ตาม ล้วนประสบความสำเร็จในด้านทุนนิยม จนกระทั่งผู้คนทั้งหลายมองว่านี่เองคือความสำเร็จในชีวิต แต่ถ้าหากว่าคนที่มีแนวคิดบุญนิยมประสบความสำเร็จบ้าง ก็ไม่ได้รับการกล่าวถึงเท่าใดนัก
|
| |
| วัตรปฏิบัติประจำวัน |
|
หลังจากตื่นในตอนเช้า ก็ไปจัดรายการวิทยุ เสร็จแล้วก็จะออกบิณฑบาต ซึ่งถ้าไม่ติดธุระสำคัญอย่างมาก ก็จะไม่พยายามขาด เพราะถือว่าการบิณฑบาตนั้น เป็นจิตสำนึกของสมณะ รวมถึงการเดินธุดงค์บ้างในโอกาสอันควร จากนั้นก็มีการเทศนาธรรมให้แก่ญาติโยม และนำพาญาติโยมทำวัตรสวดมนต์ ซึ่งเวลาส่วนใหญ่นั้นจะหมดไปกับงานที่ทำ บางทีก็ได้นอน หรือมีเวลานอนน้อย และก็ถือว่าการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม ไม่ได้เป็นการแยกส่วนระหว่างงานกับธรรมะแต่ประการใด ก็อาศัยการฝึกฝนจิตและวางใจไปในระหว่างที่มีการกระทบผัสสะประกอบการงานในหน้าที่มาเรื่อยๆ พยายามรักษาจิตให้เป็นอยู่ได้และเจริญเติบโตในทางธรรมะ การเดินทางไปไหนนั้น หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก ก็จะนั่งรถเมล์ไป แทนที่จะนั่งรถส่วนตัวที่มีผู้นำมาบริการให้ เว้นไว้แต่ว่าจะต้องไปให้ทันตามกำหนดเวลา ก็จะมีรถมารับ ฉะนั้น กิจวัตรจึงต้องไม่ทิ้งวิถีชีวิตแบบพระ เพื่อทำให้จิตของเราอยู่กับความเป็นพระ ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้เราเตลิดเปิดเปิงไปสู่โลกียะ เพราะกลัวอย่างมากว่า การที่เราไปทำงานเกี่ยวข้องกับทางโลกนั้น จิตใจของเราจะ ไหลรั่วไปเกลือกกลั้วกับทางโลก ซึ่งมันจะทำให้ตัวเราเอง เสื่อม จากความเป็นพระ และก็จะ สึก จากความเป็นพระในที่สุด
|
|
พระธนนาถ นิธิปญฺโญ
นิสิตบัณฑิตวิทยาลัย ม.มหาจุฬาฯ
เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์และติดตามงานของท่านจันทร์
|